แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อผ้าเด็กราคาถูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อผ้าเด็กราคาถูก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เสื้อกันหนาวเสื้อแจ็คเก็ตเด็กผู้หญิงสไตล์เกาหลีแขนกุด เกรดพรีเมี่ยมส่งออกยุโรป แบรนด์ next รหัส JCG004WS ไซส์ 2-3,3-4,4-5,5-6,7-8 *ส่งฟรี*





ขายปลีกพร้อมส่งราคา 970 บาท/ตัว สีฟ้า *ส่งฟรี*
เหลือไซส์ 2-3 จำนวน 1 ตัว *ส่งฟรี*
เหลือไซส์ 3-4 จำนวน 1 ตัว *ส่งฟรี*
เหลือไซส์ 4-5 จำนวน 1 ตัว *ส่งฟรี*
เหลือไซส์ 5-6 จำนวน 1 ตัว *ส่งฟรี*
เหลือไซส์ 7-8 จำนวน 1 ตัว *ส่งฟรี*
*ด่วนมีจำนวนจำกัด*

สั่งสินค้าได้จากลิ้งค์ด้านล่างจ้าา
http://www.macaroonies.net/product/3035/ขายปลีกพร้อมส่ง-เสื้อผ้าเด็กขายปลีก-เสื้อกันหนาวเสื้อแจ็คเก็ตเด็กผู้หญิงสไตล์เกาหลีแขนกุด-เกรดพรีเมี่ยม-แบรนด์-next-รหัส-jcg004-ไซส์-2-33-44-55-67-8

ขายส่งยกแพ็ค (พร้อมส่ง) 5 ตัว/แพ็ค ไซส์ 2-3,3-4,4-5,5-6,7-8 ไซส์ละ 1 ชุด
ราคา 2,420 บาท/แพ็ค สมาชิกรับราคาพิเศษลด 10%

สั่งสินค้าได้จากลิ้งค์ด้านล่างจ้าา
http://www.macaroonies.net/product/3025/ขายส่งพร้อมส่ง-เสื้อผ้าเด็กขายส่ง-ยกแพ็ค-5-ตัว-คละไซส์-เสื้อกันหนาวเสื้อแจ็คเก็ตเด็กผู้หญิงสไตล์เกาหลีแขนกุด-เกรดพรีเมี่ยม-แบรนด์-next-รหัส-jcg004ws-ไซส์-2-33-44-55-67-8

พบสินค้าทั้งหมดได้ที่ http://www.macaroonies.net/


โพสต์โดย W. Bond

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร (ฉบับพ่อแม่) บทที่ 6


บทสรุป


เป็นที่ตระหนักกันดีว่า โลกปัจจุบันในศตวรรษใหม่ที่จะมาถึงมีการเปลี่ยนแปลง อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับโลกในศตวรรษก่อนๆ ครอบครัวและเด็กๆ จะต้องเผชิญกับโลกยุคใหม่ ต้องปรับตัวและพัฒนาตนให้มีความสามารถ มีความพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างมากมาย (เสื้อผ้าเด็กขายส่ง macaroonies)

การปรับตัวในที่นี้ หมายถึง การเสริมสร้างศักยภาพของสมองให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาสมองให้มีคุณภาพ มีความสามารถเต็มที่ ซึ่งพ่อแม่จะมีบทบาทสำ คัญอย่างมากในการส่งเสริมศักยภาพสมองของลูก

การเสริมสร้างศักยภาพของสมองลูกให้มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยที่ต้องเอื้ออำ นวยซึ่งกันและกัน นั่นคือ ปัจจัยภายในหรือกรรมพันธุ์ ที่เป็นตัวกำ หนดขั้นตอนการเจริญเติบโตของสมองโครงสร้างของสมอง และการทำ งานของสมองลูกตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ กับปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมและวิธีการเลี้ยงดูของครอบครัว ที่มีผลต่อการพัฒนาสมองลูกตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์จนกระทั่งหลังคลอดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้ง 2 ปัจจัยที่กล่าวมา เป็นสิ่งสำ คัญที่สุดในการพัฒนาสมองลูกให้เติบโตเป็นคนดี คนฉลาด รอบรู้ สามารถแก้ไขเหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำ เนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

เปรียบเสมือนว่าคนเราเกิดมาในโลกนี้เหมือนกับต้นไม้ที่มีเมล็ดพันธุ์อยู่แล้ว แต่จะต้องอาศัยการรดนํ้า ใส่ปุ๋ย เพื่อจะทำ ให้เมล็ดพืชเติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงสมบูรณ์ เช่นเดียวกันสมองของเราที่ธรรมชาติให้มาเป็นห้องว่างๆ ที่ยังไม่ได้ตกแต่ง ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมทำ ให้สมองเป็นห้องที่สมบูรณ์ เป็นสมองที่ฉลาดมีความสามารถมากที่สุด จึงกล่าวได้ว่าไม่มีความสามารถหรือความฉลาดใดที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยปราศจากสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

ปัจจุบันมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับยีนหรือหน่วยพันธุกรรมที่เป็นตัวกำ หนดการเจริญเติบโตและโครงสร้างของสมอง คนเรามียีนประมาณ 1 แสนยีน และครึ่งหนึ่งของยีนหรือยีน 5 หมื่นยีน เป็นยีนที่ทำ หน้าที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตและการทำ งานของสมอง

นักวิทยาศาสตร์พบว่ามียีนที่กำ หนดคุณลักษณะของเซลล์สมองว่าจะเป็นชนิดใด มียีนที่กำ หนดเส้นทางการเดินของเซลล์สมองซึ่งจะเดินทางจากส่วนกลางของสมองไปยังพื้นผิวของสมอง และยังมียีนที่กำ หนดให้เครือข่ายเส้นใยสมองพัฒนาไปในทิศทางที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังมียีนที่เกี่ยวกับความจำ และการเรียนรู้ และยีนที่ทำ ให้เกิดความสุข ซึ่งคนที่มีความผิดปกติของยีนตัวนี้จะเป็นคนที่มีพฤติกรรมซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เช่น ติดบุหรี่ ติดเหล้า ติดการพนัน หรือติดยาเสพย์ติด

ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลมากมายมหาศาลเช่นเดียวกันเกี่ยวกับปัจจัยของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและการเรียนรู้ สภาวะสุขภาพร่างกายและจิตใจของแม่ในระหว่างตั้งครรภ์ก็มีผลต่อสมองลูกในครรภ์ด้วย

สงิ่ แวดลอ้ มในชว่ งแรกเรมิ่ ของชวี ติ ลกู เปน็ สงิ่ ทสี่ าํ คัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์ให้ลูกเป็นผู้ประสบความสำ เร็จ มีความสามารถพิเศษ เป็นผู้มีชื่อเสียงก้องโลก เป็นจิตรกร เป็นนายกรัฐมนตรีที่สามารถนำ ประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ หรือในทางตรงข้าม อาจทำ ลายสมองลูก ทำให้เป็นผู้ที่มีแต่ความล้มเหลว ไม่สามารถมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขก็ได้

เทคโนโลยีใหม่ๆในการตรวจการทำ งานของสมองได้ให้ข้อมูลและยืนยันว่า ประสบการณ์การเลี้ยงดูมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมอง การวิจัยในสัตว์ทดลองก็ยืนยันข้อมูลนี้เช่นกัน

สมองเด็กแรกคลอดจะมีเซลล์สมองอยู่ 1 แสนล้านเซลล์ แต่จะมีเครือข่ายเส้นใยสมองยื่นยาวออกจากเซลล์สมองที่เปรียบเสมือนแขนขาน้อยมาก สิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกมีการสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองและจุดชื่อมต่อขึ้นมากมาย และจะกระตุ้นให้สร้างไขมันล้อมรอบเส้นใยสมองเหล่านี้ด้วย

การที่มีเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อและไขมันล้อมรอบเส้นใยสมองอย่างมากมายนี้ จะทำ ให้ลูกมีความฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ข้อมูลทางวิทยาการยังค้นพบอีกว่าประสบการณ์ที่ลูกได้รับซํ้าๆ ก็จะทำ ให้เครือข่ายเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อนี้อยู่คงที่ แต่ถ้าประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ลูกได้รับเพียงครั้งเดียวหรือไม่ได้รับเลยก็จะทำ ให้เครือข่ายเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อนี้สลายไป

สิ่งแวดล้อมหรือการเลี้ยงดูที่มีการสัมผัส มีความผูกพันใกล้ชิด มีความรัก ความอบอุ่น จะส่งเสริมพัฒนาการสมองลูก และในทางตรงข้ามการเลี้ยงดูที่ทำ ให้ลูกเกิดความเครียด ความกังวลหรือถูกทำร้าย ก็จะยับยั้งการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองลูก ทำ ให้ลูกไม่มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้และเป็นบุคคลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากเพราะสมองลูกเกิดมาพร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมที่จะมีประสิทธิภาพ พร้อมที่จะฉลาด แต่ขาดปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น

สิ่งแวดล้อมยังมีส่วนช่วยให้ลูกเป็นคนดี ซื่อสัตย์ มีจริยธรรม มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและผู้อื่นอีกด้วย

สิ่งแวดล้อมในที่นี้หมายถึงการเลี้ยงดูจากครอบครัว คือ พ่อแม่ ที่เป็นบุคคลสำ คัญที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูก สร้างให้ลูกมี อีคิว หรือ ความสามารถในการพัฒนาอารมณ์ เพราะบุคคลที่จะประสบความสำ เร็จในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดทางวิชาการ หรือ ไอคิว เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีทักษะหรือความสามารถในการพัฒนาอารมณ์ หรือ อีคิว ด้วย

คุณลักษณะของ อีคิว คือ การรู้ตัว การประมาณตัวอย่างถูกต้อง รู้สภาพหรือสภาวะที่แท้จริงของตัวเอง และต้องมีความสามารถที่จะควบคุมอารมณ์ได้ เป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่ล้มเลิกอะไรง่ายๆ ไม่จับจด มีความกระตือรือร้น อยากจะประสบความสำ เร็จ ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่คนที่ชอบแข่งขัน รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นคนคล่อง มีทักษะหลายๆ อย่างเป็นคนที่มีระเบียบวินัยกับตัวเอง

พ่อแม่ต้องคำ นึงถึงคุณภาพของผู้เลี้ยงดูลูกซึ่งอาจเป็นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือพี่เลี้ยง หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก คำนึงถึงการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจของลูกให้สมบูรณ์แข็งแรง คำ นึงถึงการส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และความฉลาดของลูก ยกตัวอย่างเช่นตอบสนองต่อความต้องการของลูกอย่างถูกต้อง อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เล่นกับลูก มีการฝึกระเบียบวินัยให้ลูก เลือกรายการโทรทัศน์ให้ลูกดู และที่สำ คัญจะต้องระลึกอยู่เสมอว่า เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน

ขอบคุณบทความดีๆจาก จากรายงานการวิจัย เรื่อง "สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร" โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 รศ.พ.ญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์

โพสต์โดย W. Bond

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร (ฉบับพ่อแม่) บทที่ 5



บทที่ 5 แนวทางการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี คนเก่ง ที่มีความสุข

นอกเหนือจากการพัฒนาลูกในช่วงเวลาทองในระยะ 3 ปีแรกของชีวิตลูกแล้ว พ่อแม่จะต้องเข้าใจแนวทางการเลี้ยงดูลูกที่จะทำ ให้ลูกเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง ที่มีความสุข สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 หรืออนาคตข้างหน้าได้ (เสื้อผ้าเด็กขายส่ง macaroonies)

แล้วถ้าถามว่าลูกของเราในวันข้างหน้าควรจะเป็นอย่างไร ก็คงตอบได้ว่าเด็กในศตวรรษใหม่นี้ไม่ควรมีความสามารถเฉพาะความรู้ทางวิชาการเท่านั้น ลูกควรจะต้องมีความรู้ความสามารถในด้านอื่นๆ ด้วย รวมทั้งจะต้องมีคุณลักษณะที่ทำ ให้สามารถมีชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีความสุข

ถ้าเรานึกย้อนไปสมัยเมื่อเราเรียนหนังสือไม่ว่าชั้นมัธยมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย จะเห็นได้ว่าเพื่อนบางคนที่เรียนเก่งมาก สอบได้ที่หนึ่งของรุ่น เป็นหนอนหนังสือ ไม่เอาเพื่อน ไม่ทำ กิจกรรมทางสังคมเลย คนคนนี้เมื่อจบออกมาแล้วจะไม่ประสบความสำ เร็จเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับเพื่อนคนอื่นที่เรียนปานกลาง แต่เป็นคนที่มีบุคลิกอัธยาศัยดี มีเพื่อนมาก มีความรู้รอบตัวทั้งสังคมและสิ่งต่างๆนอกจากการเรียน ไม่ได้เรียนรู้เฉพาะวิชาการอย่างเดียว คนคนนั้นจะประสบความสำ เร็จมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ข้าราชการ หรือนักธุรกิจ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คนที่มีอัธยาศัยดีจะประสบความสำเร็จ

อีคิว (EQ)


มีทฤษฎีค่อนข้างใหม่เป็นที่ตื่นเต้นมากในวงการการศึกษาและผู้ที่อยู่ในวงการการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเด็ก คือทฤษฎีของอีคิว (Emotional Intelligence หรือ Emotional Quotient - EQ) หรือความสามารถในการพัฒนาอารมณ์ ปัจจุบันเชื่อว่า ไอคิว เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำ ให้คนเราประสบความสำ เร็จ แต่ อีคิว เป็นปัจจัยสำ คัญที่ช่วยให้คนเราประสบความสำ เร็จ และถ้าจะให้ดีก็ต้องมีความสมดุลกันทั้งไอคิวและอีคิว

เรื่องของอารมณ์เป็นความรู้สึกที่ทุกคนจะต้องมี ซึ่งจะแสดงออกทางสีหน้าท่าทางให้เห็นว่ากำลังเศร้า ดีใจ เสียใจ โกรธ หรือตื่นเต้น โดยไม่ต้องพูด โดยทั่วๆ ไป อารมณ์มีหลายอย่าง อารมณ์โกรธ อารมณ์เศร้า ความกลัว ความสนุกสนาน ความรัก ความประหลาดใจ ความรู้สึกรังเกียจและความรู้สึกอาย อารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายตอบสนองด้วย เช่น เวลาเราโกรธเลือดจะไหลไปที่มือ ร่างกายจะเกร็ง เวลาเราเศร้าร่างกายเหมือนกับไม่มีพลัง อ่อนล้า การเคลื่อนไหวของร่างกายจะช้าลง เวลากลัว เราจะตัวแข็ง ซึ่งเหมือนคำ พังเพยที่ว่ากลัวจนตัวแข็งนั่นเองเพราะเรากำ ลังเตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนีหรือต่อสู้ หากเราสนุกสนาน ร่างกายก็จะผ่อนคลายเพราะไม่ต้องเตรียมตัวสู้หรือหนี เวลาคนที่อยู่ในอารมณ์รัก จะรู้สึกอ่อนโยน ผ่อนคลาย มีความสุข ถ้าเรารู้สึกรังเกียจ ไม่พอใจ เราก็จะแบะริมฝีปาก ทำ จมูกเชิด ถ้าเรารู้สึกอายก็จะหลบสายตา ไม่กล้าสู้หน้า

คนที่จะมีความสามารถในการพัฒนาทางอารมณ์ หรือ มีอีคิว ก็จะต้องมีการรู้เท่าทันในอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองก็คือความสามารถในการรู้ตัว สามารถเข้าใจตัวเองว่ากำ ลังอยู่ในสภาวะอารมณ์อย่างไร รู้จักควบคุมอารมณ์ ควบคุมการแสดงออกให้แสดงออกอย่างพอเหมาะพอควร ไม่น่ารังเกียจ อย่างนี้เรียกว่าการรู้ตัว เช่น ถ้าโกรธก็ไม่แสดงอารมณ์ร้อนปึงปังใส่ผู้อื่น รู้จักข่มใจ ยับยั้งชั่งใจ รวมทั้งมีความเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นด้วย เช่น รู้ว่าเขากำ ลังโกรธ ก็ไม่ไปเซ้าซี้กวนใจ การแสดงออกอย่างเหมาะสมทำ นองนี้ทำ ให้ไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น

นอกจากนี้อีคิวยังรวมถึงคุณลักษณะอื่นๆ ที่จะทำ ให้คนเราประสบความสำ เร็จด้วย นอกจากการรู้ตัว เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นแล้ว ยังต้องมีความขยันหมั่นเพียร ไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆไม่จับจด มีความกระตือรือร้นอยากจะทำ โน่นนี่ อยากประสบความสำ เร็จ แต่ก็ไม่ใช่เป็นคนที่ชอบแข่งขัน คือ รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ที่สำ คัญต้องมีระเบียบวินัยในตัวเอง รู้จักกำหนดขอบเขตให้ตัวเอง เป็นคนคล่อง มีทักษะหลายๆ อย่าง

คนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะเป็นที่ยอมรับในสังคม เมื่อไปทำ งานก็จะได้รับการยอมรับจากลูกน้อง หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ทำ ให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ประสบความสำ เร็จ และมีความสุขในชีวิต เรามักพบว่าคนที่ไม่มีอีคิว มักจะมีปัญหากับคนอื่น มีปัญหาชีวิตครอบครัว เป็นผู้ปกครองพ่อแม่ที่ไม่มีคุณภาพ มีสุขภาพไม่ดี เป็นคนติดเหล้า ติดบุหรี่ โกรธคนอื่นหรือโทษคนอื่นตลอดเวลา เป็นคนไม่มีความสุขในชีวิต

เพราะฉะนั้นพ่อแม่ควรจะปลูกฝังลูกให้มี อีคิว เสียตั้งแต่เล็กๆ จึงจะเป็นผลดีที่สุด การปลูกฝังให้ลูกมีอีคิวนั้น สิ่งสำ คัญที่สุดจะต้องให้ลูกรู้จักอารมณ์ของตัวเอง พ่อแม่จะต้องยอมรับความรู้สึกของลูกก่อน ถ้าลูกโกรธก็อย่าพูดว่า "โกรธทำ ไม ไม่เห็นมีอะไรน่าโกรธ" แต่ต้องบอกว่า "มันน่าโกรธจริงๆ ด้วย แต่ทำ ไมลูกถึงโกรธล่ะ ใครทำ ให้ลูกโกรธ" ลูกก็จะกล้าเล่า หลังจากที่เรายอมรับและรับฟังความรู้สึกของลูก ลูกจึงจะค่อยๆ รู้จักจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง แต่หากเราไม่ยอมรับอารมณ์ของลูก ลูกก็จะไม่ยอมรับฟังเรา เราควรจะต้องมองในสิ่งที่ดีของลูก และชมให้ลูกรู้ว่าเขามีส่วนดีเพราะจะทำ ให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ทำ ให้ลูกรู้ว่าตัวเขาเป็นที่รักและมีคุณค่า ลูกจะเกิดทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง

จริงๆ แล้ว ถ้าพิจารณาลึกๆ จะพบว่า อีคิว ไม่ใช่เรื่องใหม่ ศาสนาพุทธเองก็สอนให้เราเป็นคนเอาใจเขามาใส่ใจเรา สุขุม ไม่ทำ ร้ายผู้อื่นทั้งกาย วาจา ใจ สอนให้มีจริยธรรม ประมาณตน ขยันหมั่นเพียร


ขอบคุณบทความดีๆจาก จากรายงานการวิจัย เรื่อง "สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร" โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 รศ.พ.ญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์

โพสต์โดย W. Bond

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร (ฉบับพ่อแม่) บทที่ 4-4



บทที่ 4-4 สิ่งที่สร้างเสริมและบั่นทอนความฉลาดของลูก


สายสัมพันธ์แม่ลูก..พื้นฐานชีวิต


สิ่งกระตุ้นที่สำ คัญที่สุดสำ หรับลูกแรกเกิดคือประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากความรักที่แม่มีต่อลูก จากการที่ลูกมองจ้องตาหรือดูสีหน้าอารมณ์ของแม่ หรือได้ยินเสียงคุย เสียงร้องเพลง เสียงที่อ่านหนังสือ หรือสัมผัส โอบกอด เห่กล่อม แม้กระทั่งการเลียผิวหนังของเด็กหรือของแม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าเล็กๆ ขึ้นในเซลล์สมอง ส่งข้อมูลไปตามเครือข่ายเส้นใยสมอง และทำ ให้ประจุไฟฟ้าครบวงจร เซลล์สมองเกิดการเชื่อมโยงกันเพื่อทำ หน้าที่ต่างๆ เช่น การเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การแสดงออกทางอารมณ์ เพราะฉะนั้นการอุ้มการสัมผัสอย่างอ่อนโยนนอกจากเป็นสิ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกแล้ว ที่สำ คัญกว่านั้นยังกระตุ้นสมองเด็กให้สร้างฮอร์โมนที่สำคัญออกมา ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำ ให้เด็กเจริญเติบโตและมีพัฒนาการทางสมองอย่างมาก (เสื้อผ้าเด็กขายส่ง macaroonies)

เด็กที่มีสัมพันธภาพที่ดีมีความผูกพันกับแม่ จะเป็นเด็กที่สามารถปรับตัวได้กับความเครียดในชีวิตประจำวันทั้งในปัจจุบันและอนาคต เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีความรักและความอบอุ่น จะสามารถควบคุมสถานการณ์เมื่อเกิดความเครียดได้ ความเครียดจะก่อให้เกิดฮอร์โมนคอร์ติโซล(Cortisol) ซึ่งมีผลต่อภูมิคุ้มกันและสมอง เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นจะมีฮอร์โมนตัวนี้น้อย ทำ ให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะถ้าระดับฮอร์โมนคอร์ติโซลสูงจะมีผลทำ ลายเซลล์สมองและลดจำนวนเครือข่ายเส้นใยสมองด้วย

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังเชื่อว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่และได้รับการสัมผัสตั้งแต่แรกคลอดจะฉลาด มีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่หรือขาดการกระตุ้นหรือขาดการสัมผัสตอนแรกคลอด การเลี้ยงลูกและให้นมลูกยังเป็นการเว้นระยะทิ้งช่วงห่างขึ้นของการมีลูกคนต่อไป ซึ่งเป็นผลดีเพราะจะได้มีเวลาดูแลลูกและกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการที่สมบูรณ์และฉลาดมากที่สุด

เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการที่แม่กระตุ้นประสาทสัมผัสต่างๆ ของลูก ทั้งทางด้านการสัมผัสโอบกอดการมองจ้องตา การพูดคุยกับลูก ล้วนมีส่วนกระตุ้นกลุ่มเซลล์สมองและทำ ให้สมองเกิดการขยายเครือข่ายเส้นใยสมอง สมองเกิดการทำ งาน ทำ ให้ลูกพัฒนาความฉลาด ขณะเดียวกันลูกก็จะไม่เกิดปัญหาหรือมีความเครียดจากการต้องแยกจากแม่อันเป็นผลเสียต่อพัฒนาการ ฉะนั้นความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูกในวัย แรกเริ่มจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตลูก

ประสบการณ์ซํ้าๆ สร้างไขมันล้อมรอบเส้นใยสมอง


หากประสบการณ์ต่างๆ เข้ามาในสมองลูกซํ้าแล้วซํ้าเล่า ไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม การสัมผัสการโอบกอด ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างไขมันล้อมรอบเส้นใยสมองด้วย ทุกครั้งที่ลูกได้ยินเสียงแม่ จะมีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อที่จะใช้พูด ยิ่งได้ยินเสียงบ่อยเท่าไรก็จะยิ่งมีการสร้างไขมันสมองมากขึ้นเท่านั้น ไขมันสมองที่ล้อมรอบเส้นใยสมองนี้ จะทำ ให้การเคลื่อนไหวของกระแสไฟฟ้าในเส้นใยสมองเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำ ให้ลูกฉลาดมากขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่เราหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ ทบทวนบ่อยๆ จะทำ ให้เกิดการสร้างไขมันล้อมรอบเส้นใยสมองที่อยู่คงนาน และเครือข่ายเส้นใยสมองที่ถูกใช้งานบ่อยๆ ก็จะอยู่ตลอดไป

ส่งเสริมตามช่วงวัยที่เหมาะสม


โครงสร้างที่สลับซับซ้อนของเครือข่ายเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อเหล่านี้ซึ่งทำ ให้สมองเกิดการทำงาน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงในเวลาเดียวกัน สมองแต่ละส่วนจะมีพัฒนาการสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองที่ทำ ให้เกิดความสามารถในด้านต่างๆ ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

นาทีทองหรือช่วงจังหวะในการเกิดพัฒนาการด้านต่างๆ เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังคลอด บางช่วงอาจจะเกิดขึ้นภายในเวลาสั้นๆ บางช่วงอาจจะยาวนาน อย่างเช่น ถ้าสมองไม่ได้รับประสบการณ์จากการเห็น คือไม่ได้เห็นเลยในช่วงขวบปีแรก ลูกก็จะไม่สามารถมองเห็นได้เลยเนื่องจากสมองส่วนการเห็นไม่ได้พัฒนา หรือนาทีทองสำ หรับการเรียนรู้เรื่องภาษาอาจจะอยู่ในช่วง 10 ปีแรกของชีวิต ดังที่เราเห็นว่าเด็กสามารถเรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามเมื่อเราพูดถึงนาทีทองหรือช่วงจังหวะสำ คัญจะต้องนึกไว้เสมอว่า ไม่มีคำ ว่าสายเกินไปที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนา เพียงแต่ถ้าช่วยเหลือเด็กช้าไป อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงมากและใช้เวลานานมากเมื่อเทียบกับการช่วยเหลือในช่วงเริ่มแรกของชีวิต

ปฏิกิริยาระหว่างประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงวัยแรกเริ่มของชีวิตนี้เองกับกรรมพันธุ์ที่เด็กได้รับจากพ่อแม่ ทำ ให้คนเราฉลาดหรือไม่ฉลาด รู้สึกมีความสุขหรือสิ้นหวัง ทำ ให้เราตอบสนองผู้อื่นด้วยความรักหรือด้วยความโกรธเกลียดชัง ทำ ให้เราใช้เหตุผลหรือไม่ใช้เหตุผล

ตอบสนองลูกอย่างถูกต้องเหมาะสม


ลูกเล็กๆต้องการเวลาต้องการความสนใจจากผู้ใหญ่ต้องการการดูแลเอาใจใส่โดยไม่จำเป็นต้องมีของเล่นที่แพงๆ หรือข้าวของเครื่องใช้ที่ดีเลิศหรูหรา ธรรมชาติการเลี้ยงดู การสัมผัส ความอบอุ่นเป็นสิ่งสำ คัญที่สุด

พ่อแม่ควรถือโอกาสนี้ใช้ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กให้เป็นประโยชน์ เพราะเด็กก็เหมือนเครื่องจักรที่ต้องการเรียนรู้ตลอดเวลา มีความสนใจทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเงาตามถนนเสียงสุนัขเห่า เสียงโทรศัพท์ เพราะฉะนั้นถ้าเราร่วมเรียนรู้ไปกับลูก ลูกจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ เพราะลูกจะรู้ว่าตอนเล็กๆ มีคนฟังเขา สนใจเขา เมื่อโตขึ้นเขาก็ทำ แบบเดียวกัน

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การเลี้ยงดู การตอบสนองของพ่อแม่ หรือประสบการณ์ในวัยแรกเริ่ม มีผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการทางอารมณ์ของลูกอย่างไร

ตัวอย่างแรก แม่ซึ่งมีลูกอายุ 5 สัปดาห์ ตื่นขึ้นกลางดึกเพราะได้ยินเสียงลูกร้อง แม่รู้ว่าถึงเวลาให้นมแล้ว ลูกคงหิวแล้ว จึงเดินไปเปิดไฟ ลูกเมื่อรู้ว่าไฟเปิด ได้รับการสัมผัสโอบอุ้มของแม่ ถึงแม้จะหิวแต่ก็ค่อยๆ สงบลง เพราะรู้ว่าความหิวกำ ลังจะสิ้นสุดลงแล้ว ระหว่างที่แม่ป้อนนมลูกอยู่ครึ่งชั่วโมง แม่มองตาลูก พูดคุยด้วยเสียงเบาๆ ไปเรื่อยๆ ลูกก็ยิ้มจ้องมองตอบ "ว่าไงจ๊ะคนสวยของแม่ หิวใช่มั้ย เอาอีกมั้ยจ๊ะ เดี๋ยวเรอซะก่อนนะ แม่รักหนูจังเลย" เมื่อป้อนนมจนลูกอิ่มนอนหลับ แม่อุ้มลูกกลับไปนอนที่เตียงลูก จูบเบาๆ ห่มผ้าให้ กระซิบเบาๆ ว่า "ฝันดีนะลูกนะ"

กิจกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำ วันเช่นนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่มีความหมายอะไร แต่จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้วิเศษเกินธรรมดา เพราะเป็นสิ่งที่ทำ ให้ลูกน้อยรู้ว่าเมื่อมีคนมาป้อนนมก็จะได้รับสัมผัสที่อ่อนโยน ได้เรียนรู้ว่าการร้องจะได้รับการตอบสนองที่ตรงกับความต้องการ จะเริ่มรู้สึกถึงสัมผัส มีการแลกเปลี่ยนความรู้สึกกับแม่ เรียนรู้ว่าตัวเองนั้นมีค่า มีคนตอบสนอง เห็นความสำ คัญ เกิดความไว้ใจในสิ่งแวดล้อมว่าอย่างน้อยมีคนที่เด็กจะเชื่อใจได้มีคนคอยช่วยเหลือเมื่อเกิดความไม่สบายกายใจ

ตรงข้ามกับอีกตัวอย่างหนึ่ง แม่ซึ่งเพิ่งทะเลาะกับสามีและหลับไปได้ไม่นาน ตื่นขึ้นด้วยความโมโหเมื่อได้ยินเสียงลูกวัย 5 สัปดาห์ร้องกลางดึก ลูกยิ่งร้องแม่ยิ่งโกรธ แม่ตะโกนใส่ลูกว่า "หุบปากซะที ทนไม่ไหวแล้ว" ลูกยิ่งร้องดังขึ้น เพื่อนบ้านก็ตะโกนแทรกขึ้นมา "ให้เด็กหุบปากซะที หนวกหูชาวบ้าน" แม่โกรธจัด ทุบกำ แพงตะโกนด่ากลับไปว่า "หุบปากตัวเองสิ" ในขณะเดียวกันกระโดดจากเตียงไปที่เตียงลูกพลางตะโกนใส่ลูก "มาแล้ว มาแล้ว หุบปากซะที" แม่จับลูกขึ้นมาดูและตะคอกใส่ "นึกว่าร้องแล้วจะได้ทุกอย่างที่ต้องการรึไง เอ้า..หิวก็จะให้กิน" ขณะที่ป้อนนมลูก แม่ยังไม่หายโกรธ ตาจ้องไปที่ผนัง นึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งทะเลาะกับสามี ยิ่งเกิดอารมณ์เครียดมากขึ้น อ้อมแขนที่อุ้มลูกอยู่เกร็งโดยไม่รู้ตัว ทำ ให้ลูกรู้สึกไม่สบาย เริ่มร้องอีก ไม่ยอมดูดนม แม่ก็ไม่เข้าใจ ตะโกนใส่ลูก "ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน" แล้วอุ้มลูกกลับไปนอนที่เตียง เดินออกจากห้องไปที่ครัว เปิดเพลงเสียงดังลั่นกลบเสียงลูกลูกก็ร้องจนเหนื่อยหลับไปเอง

สำหรับตัวอย่างนี้เด็กก็ได้เรียนรู้ แต่เป็นการเรียนรู้ว่า การอุ้มการกอดเป็นสิ่งที่ไม่สบาย ไม่น่าพอใจ การร้องของเขาได้รับการตอบสนองด้วยเสียงแหลมๆ ที่แสดงอารมณ์โกรธของแม่ และเรียนรู้อีกว่าความต้องการของเขาไม่สำ คัญ และในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่เขาจะเชื่อใจไว้ใจได้

จริงๆ แล้วอาจมีเด็กบางคนที่ร้องไม่หยุดแม้จะได้รับการกอด การป้อนนมอย่างอ่อนโยน แต่จากการวิจัยและข้อมูลการศึกษา พบว่าส่วนใหญ่เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรัก ให้การตอบสนองที่ถูกต้อง จะร้องน้อยกว่า กลางคืนจะหลับดีกว่า

เด็กทั้งสองตัวอย่างนี้ถ้าได้รับประสบการณ์แบบเดียวกันซํ้าแล้วซํ้าเล่าจะมีผลต่อการเจริญเติบโตพัฒนาการของสมองโดยเฉพาะทางด้านอารมณ์ ความรู้สึกต่อตัวเอง ต่อโลกรอบข้างในลักษณะที่แตกต่างตรงกันข้าม ตัวอย่างหนูน้อยคนที่สองจะเรียนรู้ว่าความต้องการของเขาไม่สำ คัญไม่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจใครได้เลย

เพราะฉะนั้นปฏิกิริยาและการตอบสนองอย่างถูกต้องของพ่อแม่พี่เลี้ยงที่มีต่อเด็กในชีวิตประจำ วันจึงมีความสำ คัญอย่างยิ่งในการทำ ให้เครือข่ายวงจรเส้นใยสมองของลูกอยู่คงทนและแข็งแรง เครือข่ายเส้นใยสมองและประสบการณ์เหล่านี้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง ตลอดจนบุคลิกภาพ พฤติกรรม และการเรียนรู้ของเด็กในเวลาต่อมา

สำหรับพ่อแม่ที่ทำ งานนอกบ้าน คงมีปัญหาว่าทำ อย่างไรจึงจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของสมองลูก โดยธรรมชาติพัฒนาการของสมองเป็นไปโดยไม่หยุดยั้ง เป็นไปตลอดเวลาไม่ว่าในช่วงเวลาที่ลูกอยู่กับพ่อแม่หรือเวลาที่พ่อแม่ออกไปทำ งาน ดังนั้นสำ หรับพ่อแม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านหรือมีความจำ เป็นไม่สามารถเลี้ยงลูกเองได้ ผู้ที่มีบทบาทสำ คัญแทนพ่อแม่ คือคนเลี้ยงดูเด็ก ไม่ว่าจะเป็นญาติ เพื่อนบ้าน หรือพี่เลี้ยงที่จ้างมาก็ตาม บุคคลเหล่านี้จะต้องมีประสิทธิภาพสูงและเข้าใจวิธีเลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องรู้จักการให้สิ่งกระตุ้นที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของสมองเด็ก

ขอบคุณบทความดีๆจาก จากรายงานการวิจัย เรื่อง "สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร" โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 รศ.พ.ญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์

โพสต์โดย W. Bond


วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร (ฉบับพ่อแม่) บทที่ 4-2


บทที่ 4-2 สิ่งที่สร้างเสริมและบั่นทอนความฉลาดของลูก

สิ่งแวดล้อมมีผลต่อความฉลาดของลูก


ในเรื่องนี้วิทยาการใหม่ๆ เป็นข้อพิสูจน์ให้ความเชื่อของคนเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะในเรื่องปัจจัยที่ทำ ให้ลูกมีสติปัญญาดี เฉลียวฉลาดแต่เดิมเราเชื่อว่าสมองพัฒนาไปตามธรรมชาติไม่มีสิ่งอื่นมากำ หนดได้ แต่ปัจจุบันเรามีข้อพิสูจน์แล้วว่า สมองพัฒนาไปโดยเป็นผลมาจากธรรมชาติหรือกรรมพันธุ์ ผสมกับสิ่งแวดล้อมหรือการเลี้ยงดู (เสื้อผ้าเด็ก macaroonies™)

พบว่า ประสบการณ์ในช่วงแรกของชีวิตลูกจะมีส่วนสำ คัญมากในการสร้างโครงสร้างของสมอง และมีผลต่อพัฒนาการของสมองต่อไปจนลูกโตเป็นผู้ใหญ่ สัมพันธภาพที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูก จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการและการเรียนรู้ที่ดี มีผลโดยตรงให้สมองสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองด้วย

หรือแต่เดิมเราเชื่อว่าสมองพัฒนาเป็นเส้นตรง ความสามารถในการเรียนรู้ของคนเราตั้งแต่วัยเด็กเล็กจนโตเป็นผู้ใหญ่จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นเส้นตรง แต่ปัจจุบันพบว่าพัฒนาการและการเจริญเติบโตของสมองไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่จะมีช่วงเวลาช่วงวัยของลูกที่เหมาะจะรับความรู้และทักษะแต่ละอย่างได้

หรือความคิดที่กล่าวว่า สมองของเด็กเล็กๆ ไม่ตื่นตัวเท่าเด็กมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันนี้เราพบว่า เมื่อเด็กอายุ 3 ปี สมองจะตื่นตัวมากกว่าสมองผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า และความตื่นตัวของสมองจะค่อยๆ ลดลงเมื่อถึงวัยรุ่น

การวิจัยค้นคว้าในเรื่องสมองทำ นองนี้ในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ทำ ให้เราพบว่าสิ่งแวดล้อมมีส่วนทำ ให้สิ่งมีชีวิตมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน โดยเน้นการศึกษาถึงสิ่งแวดล้อมที่ทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสมอง โดยเฉพาะการเปลี่ยนโครงสร้างของสมอง เปลี่ยนสารเคมีในสมองและเปลี่ยนการทำ งานของสมอง

เช่น การวิจัยในหนูทดลอง 2 แบบ แบบแรก เอาหนูทดลองกลุ่มที่ 1 ไปเลี้ยงในกรงที่มีสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้น มีของเล่นที่จะกระตุ้นการเห็น กล้ามเนื้อ ความฉลาด กลุ่มที่ 2 เลี้ยงในกรงมาตรฐานทั่วไป และกลุ่มที่ 3 ค่อนข้างจะแยกออกมาอยู่ในกรงเล็กๆ ไม่มีสิ่งกระตุ้นการเห็นเท่าที่ควร กับการวิจัยแบบที่สอง แบ่งหนูทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นหนูที่ได้รับการฝึก อีกกลุ่มไม่ได้รับการฝึกเลย แล้วมาดูโครงสร้างของสมอง

พบว่า ในกลุ่มที่ได้รับการกระตุ้น นํ้าหนักของสมองจะมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการกระตุ้นเพราะมีการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้น กลุ่มที่ได้รับสิ่งกระตุ้นมาก สมองส่วนที่ใหญ่ขึ้นคือสมองส่วนที่เรียกว่า คอร์เท็กซ์ หรือพื้นผิวสมอง ซึ่งเป็นส่วนดูแลเกี่ยวกับการเรียนรู้และความฉลาด จะเพิ่มมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการกระตุ้น และพบอีกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ได้รับการกระตุ้นแสดงว่าระยะเวลาหรือหน้าต่างเวลาในการให้การกระตุ้นเป็นสิ่งสำ คัญมากที่จะกระตุ้นสมองได้

หนูที่ได้รับการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้น สมองจะมีการสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองมากขึ้น และขนาดของเซลล์สมองก็ใหญ่ขึ้นด้วยประมาณร้อยละ 20 นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์พยุงหรือเกลียลเซลล์ด้วย

ที่น่าตื่นเต้นและสำ คัญกว่านั้นคือ หนูที่ได้รับการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ของชีวิต จะมีเส้นใยสมองที่ยาวมากและมีจำ นวนมากขึ้นด้วย และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมสามารถที่จะกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงของจุดเชื่อมต่อของเส้นใยสมองได้ ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเรียนรู้

การทดลองในสัตว์ทดลองที่เป็นฝาแฝดเหมือนยิ่งยืนยันถึงอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่มีผลต่อการพัฒนาสมอง เพราะฝาแฝดเหมือนจะมียีนหรือลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมือนกันมาก เมื่อทดลองนำ สัตว์ทดลองที่เป็นฝาแฝดเหมือนไปแยกเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันปรากฏว่าสิ่งแวดล้อมสามารถกระตุ้นให้สัตว์ทดลองฉลาดและสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของสมองได้

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า สมองของคนที่ถูกกระทบกระเทือนเมื่อตอนเป็นเด็กเล็ก ถ้าได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมมากๆ สมองส่วนที่ถูกกระทบกระเทือนก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงและดีขึ้นได้อย่างเช่น การทดลองในหนูทดลองที่มีสมองส่วนคอร์เท็กซ์หรือพื้นผิวสมองที่ค่อนข้างบางซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับความกระทบกระเทือนตอนแรกคลอด จะหนาขึ้นได้เมื่อเอาไปเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้นมากๆ

หรือในเรื่องการสร้างบุคลิกภาพของลูก ก็มีตัวอย่างเช่น เด็กที่มีแนวโน้มจะเป็นคนขี้อายพบว่าหากเด็กได้รับการกอดบ่อยๆ พ่อแม่แสดงความรักบ่อยๆ จะโตขึ้นเป็นเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองและมองโลกในแง่ดี ทำให้มีความกล้ามากขึ้น

สิ่งแวดล้อมกับสมองลูกน้อยในครรภ์


มีการทดลองและการวิจัยหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ลูกน้อยในครรภ์สามารถเรียนรู้ รับรู้หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้แล้ว ยกตัวอย่างการได้ยิน มีการทดลองพบว่าในเด็กแรกเกิดสามารถแยกเสียงของแม่ออกจากเสียงคนอื่นได้ โดยสังเกตการดูดนมของเด็กทารกอายุ 4 วัน เด็กจะดูดนมค่อนข้างแรงถ้าหากว่าได้ยินเสียงพูดที่เป็นภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาแม่ของเด็ก ต่างจากเวลาได้ยินเสียงภาษารัสเซีย เด็กจะดูดนมเบาลง แสดงว่าเด็กได้ยินเสียงแม่ตัวเองตั้งแต่อยู่ในครรภ์และจำได้

ในทางตรงข้าม อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีก็จะส่งผลถึงลูกในครรภ์ด้วย อาจจะทำ ลายหรือขัดขวางการเจริญเติบโตของสมองลูกได้ เพราะฉะนั้นแม่ตั้งครรภ์จึงต้องดูแลตัวเองให้ดี เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของสมองลูกให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ดังนี้

1. รับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ ให้สารอาหารที่แม่ตั้งครรภ์ต้องการเป็นพิเศษ เช่น แคลเซียม ซึ่งต้องรับประทานให้มากโดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ เหล็ก วิตามิน เกลือแร่ และที่สำ คัญคือสารอาหารที่เรียกว่า กรดโฟลิก (Folic Acid) ซึ่งมีความสำ คัญต่อการพัฒนาสมองลูกในช่วงปฏิสนธิและ 2 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ สามารถลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความพิการทางสมองของทารกในครรภ์ได้
2. ออกกำลังกายสมํ่าเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ
3. ฝากครรภ์และพบแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ตามที่แพทย์นัดสมํ่าเสมอ
4. งดสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ในระหว่างตั้งครรภ์อาจทำ ให้คลอดก่อนกำ หนด เด็กที่คลอดออกมานํ้าหนักน้อยกว่าปกติ
5. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด ผลของแอลกอฮอล์และยาเสพย์ติดจะทำ ให้โครงสร้างและการทำงานของสมองผิดปกติ เด็กเกิดมามีสติปัญญาบกพร่องหรือบางครั้งรูปร่างของโครงสร้างสมองจะแหว่งๆ ขาดหายไปหรือผิดปกติ เพราะเซลล์ที่ทำ หน้าที่พยุงเซลล์สมองหรือเกลียลเซลล์จะถูกทำลาย โดยเฉพาะโปรตีนที่มีอยู่ในเกลียลเซลล์เหล่านี้จะผิดปกติ ผลคือสมองทำ งานผิดปกติ
6. ห้ามซื้อยารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะยาบางชนิดมีผลต่อการเจริญเติบโตของอวัยวะต่างๆ และสมองทารกในครรภ์
7. ห้ามรับการฉายเอ็กซเรย์ เพราะจะมีผลต่อสมองและการเจริญเติบโตของอวัยวะต่างๆของทารกในครรภ์
8. หลีกเลี่ยงความเครียด ถ้ามีปัญหาสุขภาพจิตโดยเฉพาะมีอารมณ์ซึมเศร้าและเครียดระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด จะมีผลต่อการเลี้ยงดูลูก ทำให้สัมพันธภาพระหว่างแม่และลูกไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตของสมองลูก

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของแม่ตั้งครรภ์มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็กไปตลอดชีวิต ซึ่งพ่อเป็นผู้มีบทบาทและส่วนสำ คัญในการดูแลสุขภาพกายใจของแม่มากทีเดียว พ่อควรดูแลเอาใจใส่และให้กำ ลังใจแม่ เช่น ร่วมไปเป็นกำ ลังใจเมื่อแม่ไปตรวจครรภ์หรือมีหัตถกรรมต่างๆ เช่น เจาะตรวจนํ้าครํ่า อัลตร้าซาวนด์ คลอด (ควรเข้าไปอยู่ในห้องคลอดด้วย) หลังคลอดพ่อยังช่วยได้มากโดยช่วยแบ่งเบาภาระในการดูแลลูก เช่น ช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนม และอื่นๆ ทำ ให้ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกผูกพันกันแน่นแฟ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อพัฒนาการและความฉลาดของลูกด้วย

ขอบคุณบทความดีๆจาก จากรายงานการวิจัย เรื่อง "สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้สร้างสมองเด็กให้ฉลาดได้อย่างไร" โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 รศ.พ.ญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์

โพสต์โดย W. Bond



วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามวัย (อายุ 37-42 เดือน)

อายุ 37-42 เดือน ด้านการเคลื่อนไหว


ทักษะ : เด็กสามารถยืนด้วยขาข้างเดียวโดยไม่เกาะ ได้นาน 3 วินาที (เสื้อผ้าเด็กขายส่ง macaroonies sponsor)

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. ผู้ปกครองและเด็กยืนหันหน้าเข้าหากันและจับมือเด็กไว้ทั้งสองข้าง
2. ผู้ปกครองยกขาข้างหนึ่งขึ้นแล้วบอกให้เด็กทําตาม จากนั้นค่อยปล่อยมือเด็กทีละข้าง
3. เปลี่ยนเป็นยกขาอีกข้างหนึ่งโดยทํ าเช่นเดียวกัน
4. ฝึกจนเด็กสามารถยืนข้างเดียวได้ด้วยตนเอง

หมายเหตุ ขณะทํำผู้ปกครองอาจจะร้องเพลงประกอบไปด้วยก็ได้ เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนาน

อายุ 37-42 เดือน ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา


ทักษะ : เด็กสามารถเขียนรูปวงกลมตามแบบได้
อุปกรณ์ : สีเทียน กระดาษที่มีรูปวงกลม

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. ผู้ปกครองวาดรูปวงกลมให้เด็กดู
2. ผู้ปกครองบอกให้เด็ก วาดรูปวงกลมตาม
3. ถ้าเด็กวาดไม่ได้ผู้ปกครองช่วยจับมือเด็กวาด
4. เมื่อเด็กเริ่มวาดรูปวงกลมได้แล้ว ผู้ปกครองวาดรูปวงกลมลงในกระดาษโดยไม่ให้เด็กเห็นแล้วส่งกระดาษที่ผู้ปกครองวาดให้เด็กและบอกว่า “หนูลองวาดรูปวงกลมแบบนี้ซิ”

อายุ 37-42 เดือน ด้านการเข้าใจภาษา


ทักษะ : เด็กสามารถทํ าตามคํ าสั่งต่อเนื่องได้2 กริยากับวัตถุ 2 ชนิด
อุปกรณ์ : หวี, ตุ๊กตาผ้า, รถ,ช้อน

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. ผู้ปกครองฝึกออกคําสั่งขณะเล่นกับเด็ก เช่น “หวีผมตุ๊กตาแล้วเอาตุ๊กตาให้แม่” “เอาซีดีไปเก็บแล้ว หยิบหนังสือนิทานมาอ่านกัน”
2. ผู้ปกครองฝึกเด็กในชีวิตประจํำวัน โดยออกคํ าสั่ง เน้นคํ าที่เป็น ชื่อสิ่งของ และ การกระทํา เช่น ขณะอาบนํ้า “.....เอาเสื้อใส่ตะกร้าและหยิบผ้าเช็ดตัวมา” ขณะแต่งตัว “.....หวีผมแล้วไปหยิบกางเกงมา” ขณะรับประทานอาหาร “.....เก็บจานแล้วเอาผ้าไปเช็ดโต๊ะ”
3. ถ้าเด็กทําได้เพียงคํ าสั่งเดียว ให้ผู้ปกครองชี้ไปที่สิ่งของที่ไม่ได้หยิบ แล้วสั่งซํ้า หรือ ให้ผู้ปกครองพูดกระตุ้นเตือนความจําเด็ก เช่น “ต่อไปทํ าอะไรอีกนะ?” หรือ “ตะกี้แม่สั่งอะไรอีกนะ?” ฝึกซํ้าๆ จนเด็กสามารถทําตามคําสั่งได้ถูกต้อง

อายุ 37-42 เดือน ด้านการใช้ภาษา


ทักษะ : เด็กสามารถร้องเพลงได้ ถูกต้องหรือเกือบจบเพลง

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. ผู้ปกครองร้องเพลงหรือ เปิดเพลงง่ายสั้นให้เด็กฟังบ่อย
2. ผู้ปกครองร้องเพลงให้เด็กฟังทีละท่อนแล้วให้เด็กร้องตาม
3. ผู้ปกครองและเด็กฝึกร้องเพลงด้วยกัน
4. ผู้ปกครองช่วยร้องในบางท่อนที่เด็กไม่สามารถร้องได้ ฝึกจนกระทั่งเด็กสามารถร้องเพลงได้เองจนจบเพลง

อายุ 37-42 เดือน ด้านการใช้ภาษา


ทักษะ : เด็กสามารถถามคํ าถามได้ 4 แบบ เช่น ใคร อะไร ที่ไหน ทํ าไม

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. ผู้ปกครองฝึกตั้งคําถามโต้ตอบกับเด็กในชีวิตประจํ าวัน เช่น ชี้ไปที่คุณตาแล้วถามว่า “นี่ใครนะ” ชี้ไปที่คุณพ่อ แล้วถามว่า “พ่อทําอะไรอยู่นะ” ขณะที่พ่อไม่อยู่ ถามว่า “พ่ออยู่ที่ไหนนะ” เมื่อต้องการเหตุผล ถามว่า “ทําไมหนูไม่ดื่มนม”
2. ผู้ปกครองฝึกถามคําถาม “ใคร อะไร ที่ไหน ทําไม” บ่อยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

อายุ 37-42 เดือน ด้านการช่วยเหลือตัวเองและสังคม


ทักษะ : เด็กสามารถทําตามกฎ ในการเล่นเป็นกลุ่มได้

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. ผู้ปกครองร่วมเล่นเกมง่ายกับเด็กเริ่มจากกลุ่มเล็กเช่น เล่นซ่อนหา มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร งูกินหาง โดยตั้งกฎกติการ่วมกัน
2. ถ้าเด็กยังไม่สามารถเล่นตามกฎกติกาได้ผู้ปกครองคอยกํำกับเด็กให้เล่นตามกฎกติกาได้ ผู้ปกครองส่งเสริมให้เด็กเล่นกับเพื่อนโดยคอยดูแลขณะกํำลังเล่น

อายุ 37-42 เดือน ด้านการช่วยเหลือตัวเองและสังคม


ทักษะ : เด็กสามารถช่วยทํางาน ขั้นตอนเดียวได

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

ขณะทํางานบ้าน ผู้ปกครองชวนให้เด็กทํางานบ้านด้วยกัน เช่น เก็บของเล่น ล้างจาน กวาดบ้าน ช่วยเก็บเสื้อผ้า หยิบของ

หมายเหตุ บางครั้งเด็กวัยนี้ชอบรบเร้าจะช่วยทํำโน่นทํำนี่ ผู้ปกครองควรใช้โอกาสนี้ในการฝึกเด็ก


ขอบคุณบทความดีๆจาก "คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ปีสำหรับผู้ปกครอง" โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

โพสต์โดย W. Bond


วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามวัย (อายุ 5-6 เดือน)

อายุ 5-6 เดือน ด้านการเคลื่อนไหว

ทักษะ : เด็กสามารถยันตัวขึ้นจากท่านอนควํ่าโดยเหยียดแขนตรงทั้งสองข้างได้ (เสื้อผ้าเด็กขายส่ง macaroonies)
อุปกรณ์ : กรุ๋งกริ๋ง

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนควํ่า
2. ผู้ปกครองถือของเล่นไว้ด้านหน้าเหนือศีรษะเด็ก
3. เรียกชื่อเด็กให้มองดูของเล่นแล้วค่อยเคลื่อนของเล่นขึ้น เพื่อให้เด็กสนใจ ยกศีรษะและลํำตัวตามจนพ้นพื้น และแขนเหยียดตรงมือยันพื้นไว้

อายุ 5-6 เดือน ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา

ทักษะ : เด็กสามารถเอื้อมมือหยิบและถือวัตถุไว้ขณะอยู่ในท่านอนหงาย
อุปกรณ์ : กรุ๋งกริ๋ง

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนหงาย
2. ผู้ปกครองเขย่าของเล่นให้ห่างจากตัวเด็กประมาณ 20-30 ซม. (1 ไม้บรรทัด)ที่จุดกึ่งกลางลํำ. ตัว
3. ถ้าเด็กไม่เอื้อมมือออกมาคว้าของเล่นให้ใช้ของเล่นแตะเบาที่หลังมือเด็กและขยับของเล่นถอยห่างในระยะที่เด็กเอื้อมถึง
4. ถ้าเด็กยังคงไม่เอื้อมมือมาคว้า ให้ผู้ปกครองช่วยเหลือด้วยการจับมือเด็กให้เอื้อมมาหยิบของเล่น
5. อาจแขวนโมบายในระยะที่เด็กเอื้อมถึงเพื่อให้เด็กสนใจคว้าหยิบ

อายุ 5-6 เดือน ด้านการเข้าใจภาษา

ทักษะ : เด็กสนใจฟังคนพูดและสามารถมองไปที่ของเล่นที่ผู้ปกครองเล่นกับเด็กนาน 1 นาที (เสื้อผ้าเด็กอ่อน macaroonies)
อุปกรณ์ : ตุ๊กตาผ้า

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. เด็กนั่งบนตักผู้ปกครอง
2. ผู้ปกครองอีกคนนั่งตรงข้ามเด็กแล้วสบตาและพูดคุยกับเด็ก เมื่อเด็กมองสบตา แล้วนํำของเล่นมาอยู่ในระดับสายตาเด็ก พูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับลักษณะของเล่นที่นํำ. มาเล่นด้วย เช่น “วันนี้แม่มีพี่ตุ๊กตามาเล่นกับหนูพี่ตุ๊กตามีผมสีนํ้าตาลใส่ชุดสีเขียว”
3. เมื่อเด็กมองที่ของเล่นให้เด็กแตะหรือจับของเล่นเป็นรางวัล

อายุ 5-6 เดือนด้านการใช้ภาษา

ทักษะ : เด็กเลียนแบบการเล่นทํ าเสียงได้

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. ผู้ปกครองอยู่ตรงหน้าเด็ก สบตาและพูดคุยกับเด็ก ทํ าเสียง “จุ๊บจุ๊บ” หรือ “วา..วา..”ให้เด็กดู หลายครั้ง แล้วรอให้เด็กทํ าตาม
2. ถ้าเด็กยังทํ าไม่ได้ ผู้ปกครองทํ าปากออกเสียงจุ๊บให้เด็กทํ าตามหรือ ผู้ปกครองจับมือเด็กมาไว้ที่ปากแล้วขยับตีปากเบากระตุ้นให้ออกเสียง “วา..วา..”

เรียบเรียงโดย W. Bond

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามวัย (อายุ 2 เดือน)

อายุ 2 เดือน ด้านการเคลื่อนไหว

ทักษะ : ท่านอนควํ่าเด็กสามารถยกศีรษะตั้งขึ้นได้ 45 องศานาน 3 วินาที (เสื้อผ้าเด็กขายส่ง macaroonies)
อุปกรณ์ : กรุ๋งกริ๋ง

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ


1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนควํ่า ข้อศอกงอ
2. หยิบของเล่นมาเขย่าตรงหน้าเด็ก เมื่อเด็กมองที่ของเล่นแล้วก็ค่อยเคลื่อนของเล่นขึ้นด้านบนเพื่อให้เด็กเงยหน้าจนศีรษะยกขึ้น นับ 1, 2
3. ค่อยเคลื่อนของเล่นลงมาอยู่ตรงหน้าเด็กเหมือนเดิม
4. ทําซํ้าอีกครั้งโดยเขย่าของเล่นตรงหน้าเด็ก เมื่อเด็กมองที่ของเล่นแล้วก็ค่อยเคลื่อนของเล่นขึ้นด้านบนห่างจากจุดเดิมเพื่อให้เด็กเงยหน้าจนยกศีรษะขึ้น นับ 1, 2, 3
5. ค่อยเคลื่อนของเล่นลงมาอยู่ตรงหน้าเด็กเหมือนเดิม

อายุ 2 เดือน ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา

ทักษะ : เด็กสามารถมองตามสิ่งของจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง
อุปกรณ์ : ลูกบอลผ้าสักหลาดสีแดง

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. จัดให้เด็กอยู่ในท่านอนหงาย
2. ถือของเล่นสีสดใสไม่มีเสียงห่างจากหน้าเด็ก30 ซม. (1 ไม้บรรทัด) และอยู่ในตํำ. แหน่งเลยจุดกึ่งกลางของใบหน้าเด็กเล็กน้อยไปทางซ้าย
3. กระตุ้นให้เด็กสนใจโดยแกว่งของเล่นให้เด็กจ้องมอง แล้วค่อยเคลื่อนของเล่นนั้นให้ผ่านจุดกึ่งกลางใบหน้าเด็กไปทางด้านขวาและสลับมาทางด้านซ้าย

หมายเหตุ ถ้าเด็กไม่มองตาม ให้ช่วยเหลือโดยการประคองหน้าเด็กเพื่อให้หันมามอง และอาจใช้ใบหน้าแม่กระตุ้นโดยการแสดงสีหน้า ยิ้ม ทํำปากพูดคุยแต่ไม่ออกเสียง ให้เด็กมองตาม

อายุ 2 เดือน ด้านการเข้าใจภาษา

ทักษะ : เด็กสามารถมองหน้าผู้พูดคุย ได้นาน 5 วินาทีี

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. จัดเด็กในท่านอนหงายหรืออุ้มเด็กให้หน้าผู้ปกครองห่างจากเด็กประมาณ 60 ซม. (2 ไม้บรรทัด)
2. สบตาและพูดคุยให้เด็กสนใจเช่น ทํำตาโต ขยับริมฝีปากยิ้ม หัวเราะ

หมายเหตุ สามารถฝึกได้ในหลายสถานการณ์ เช่น ขณะที่อุ้มลูกขณะให้นมลูก ขณะอาบนํ้า

อายุ 2 เดือน ด้านการใช้ภาษา

ทักษะ : เด็กทําเสียงในลํำ. คอ (เสียง “อู” หรือ “อือ”) อย่างชัดเจน

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนหงายผู้ปกครองนั่งข้างเด็ก และยื่นหน้าเข้าไปหาเด็กในระยะห่างประมาณ 60 ซม. (2 ไม้บรรทัด)
2. ผู้ปกครองสบตาและพูดคุยให้เด็กสนใจแล้วทําเสียง อู หรือ อือ ในลํำคอให้เด็กได้ยิน หยุดฟังเพื่อรอจังหวะให้เด็กส่งเสียงตาม
3. เมื่อเด็กออกเสียง “อู” ได้ ให้ผู้ปกครองเปลี่ยนไปฝึกเสียง “อือ” และรอให้เด็กออกเสียงตาม

อายุ 2 เดือน ด้านการช่วยเหลือตัวเองและสังคม

ทักษะ : สามารถยิ้มหรือส่งเสียงตอบได้เมื่อผู้ปกครองแตะต้องตัวและพูดคุยด้วย (เสื้อกันหนาวเด็ก macaroonies)

วิธีส่งเสริมพัฒนาการ

1. จัดเด็กอยู่ในท่านอนหงาย ผู้ปกครองนั่งข้างเด็กและยื่นหน้าเข้าไปหาเด็ก
2. สบตาเด็กและสัมผัสเบาพร้อมกับพูดคุยกับเด็ก เป็นคํำพูดสั้นซํ้าช้าเช่น “ว่าไงจ๊ะ..(ชื่อลูก)..คนเก่ง” “ยิ้มซิ” “เด็กดี” “.. (ชื่อลูก)..ลูกรัก” “แม่รักลูกนะ”
3. หยุดฟังเพื่อรอจังหวะให้เด็กยิ้มหรือส่งเสียงตอบ

หมายเหตุ สามารถฝึกได้ในหลายสถานการณ์เช่น ขณะที่อุ้มเด็ก โดยให้หน้าเด็กอยู่ระดับเดียวกับหน้าแม่ขณะอาบนํ้า หรือขณะนวดสัมผัส

เรียบเรียงโดย W. Bond

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การดูแลสุขภาพและสุขอนามัยในเด็ก (ภาค 3)

3. การได้รับวัคซีน

การฉีดวัคซีนเด็กน้ันจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยของคุณให้มีสุขภาพท่ีดีและไม่มีการติดเช้ือโรคได้ง่ายพ่อแม่หรือผู้ปกครองควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนตามกำหนดทุกครั้งตามสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กเพื่อเป็นประโยชน์ในการติดตามการรับวัคซีนอย่างครบถ้วนตามกำหนด

คํําแนะนํําเกี่ยวกับการได้รับวัคซีน


  1. วัคซีนบางชนิดจําเป็นต้องได้รับมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง ภูมิต้านทานได้สูงเพียงพอในระดับที่สามารถป้องกันโรคได้ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนตามกําหนดนัดทุกครั้ง
  2. เด็กที่เจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น หวัด ไอ หรือไข้ตํา่าสามารถรับวัคซีนได้
  3. หลังได้รับวัคซีนบางชนิด เด็กอาจตัวร้อน เป็นไข้ซึ่งจะหายได้ในเวลาอันสั้น ให้เช็ดตัว ดื่มนํ้ามากๆ และให้ยาลดไข้ตามคําแนะนําของแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
  4. ถ้าเด็กเคยมีประวัติแพ้ยา หรือเคยมีอาการรุนแรงหลังได้รับวัคซีน เช่น ชัก ไข้สูงมาก โปรดแจ้งแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ก่อน รับวัคซีนด้วย
  5. แผลที่เกิดจากการรับวัคซีนป้องกันวัณโรค อาจเป็นฝีขนาดเล็ก อยู่ได้นาน 3 - 4 สัปดาห์ ไม่จําเป็นต้องใส่ยาหรือปิดแผล เพียงใช้สําลี สะอาดชุบนํา้าต้มสุกที่เย็นแล้วเช็ดรอบๆ แผล 
วัคซีนบางชนิดจําาเป็นต้องให้จนครบชุดจึงจะมีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ผู้ปกครองควรให้ความสําาคัญและควรพาเด็กไปตามนัดทุกครั้ง ถ้าหากไม่สามารถไปตามนัดได้ควรพาเด็กไปรับวัคซีนในภายหลังจนครบ 

เรียบเรียงโดย W. Bond

http://www.macaroonies.net/aboutus